การเดินทางกลับ

เธอกำลังสนุกสนานสุดขีด หัวค่ำอันแสนร่าเริงต้นหน้าร้อน
วันสอบวันสุดท้ายและไวน์ราคาถูกที่ดื่มได้ไม่ยั้ง เรื่องตลกของพวกทหารอิตาเลียนที่ทอมเล่าเมื่อกี้ชวนหัวเหลือแสน เอลีนมักจะเสริมด้วยอารมณ์ขันร้ายๆ บทวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างตรงหน้าของเธอ สร้างความบันเทิงเสมอ ถึงอิงกริดมักจะเงียบๆ แต่ความเห็นของเธอต่อบทสนทนาก็น่ารับฟัง และท่าทีจริงจังของเธอก็ถูกนำมาเป็นเรื่องตลกได้อีกครา

ส่วนโจชัวนั้นเล่า โอ้ โจชัวผู้แสนน่ารัก โจชัวผู้น่าสงสาร ยิ้มอายๆรับกับนัยน์ตาสีฟ้าเศร้าๆ เขาไม่เคยทันเรื่องอะไรสักอย่างเลย แต่สาวๆทั่วทั้งมหาวิทยาลัยก็ไล่ตามเขาเสียจริง
โถ โจชัวของฉัน นั่นยิ่งสร้างปัญหาให้กับเขามากขึ้นไปอีก ฉันรู้ดี

เวลาล่วงเลยผันผ่าน น่าจะเป็นตอนที่เอลีนขอไวน์แก้วที่หกหรือเจ็ด สายตาเธอสะดุดกับชายหนุ่มซอมซ่อที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของร้าน ถึงที่แห่งนี้จะเป็นบาร์เหล้าชั้นเลว แต่การแต่งกายของชายหนุ่มผู้นั้นก็สะดุดตาอยู่ดี อธิบายไม่ถูกในครั้งแรกที่เห็น แต่ทุกคนต้องคิดเหมือนกันแน่ว่ามีอะไรแปลกๆ ไม่ใช่ชุดเก่าซอมซ่อของขอทานหรือล้าสมัยน่าขัน มันมีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจในตัวผู้ชายคนนั้น เธอเฝ้าจับตามองเขาอยู่สักพักใหญ่ๆ ขณะที่ทอมและเอลีนกำลังแสร้งทำเป็นฟังอิงกริดอย่างตั้งใจ (พวกเขากลั้นขำอยู่ ฉันรู้ดี)

โจชัวหายไปกับแม่สาวทรงโตที่เธอเคยเห็นหน้าแต่จำชื่อไม่ได้ เธอเคยเรียนกับหล่อนเมื่อสักเทอมหรือสองเทอมที่แล้ว โง่อย่างบัดซบและมารยาททรามเหลือทน น่าจะเป็นพวกอีสต์เอนด์ เธอไม่อยากตัดสินใคร แต่มันก็อดคิดไม่ได้ เธอคิดถึงเขาไปเพลินๆ
“ไว้ถ้ามันจะเดือดร้อนจริงจัง ฉันค่อยผละไปช่วยเขาก็แล้วกัน
เอ หรือมันคงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาหรอก”

เธออมยิ้มกับตัวเองขณะที่ยังคงสังเกตุการณ์ชายหนุ่มต่อไป เขานั่งเงียบๆคนเดียว สายตาไม่ได้บ่งบอกว่าจับจ้องหรือสนใจอะไรอยู่ จริงอยู่ แม้แต่เวลาที่คนเราไม่ได้ปริปาก สายตามักจะหลงเหลือร่องรอยไว้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไร แต่แปลกมาก เขาไม่เหลือร่องรอยที่ว่านั้นเลย เพียงแต่ยกแก้วขึ้นจิบนานๆครั้ง โต๊ะตัวนั้นไม่เหมาะสำหรับเสิร์ฟอาหารสักนิด
(“มันไม่สมควรจะเกิดเป็นโต๊ะด้วยซ้ำ”)

บนโต๊ะมีเพียงเบียร์สเต๊าท์ของพวกไอริช และกับแกล้มจานเล็กๆที่มองไม่ออกว่าคืออะไร คงใช้เวลาสักพักกว่าทั้งโต๊ะจะสังเกตุว่าเป็นครั้งที่สองแล้วที่เธอไม่ได้ หัวเราะ(หรือสนใจด้วยซ้ำ)กับมุกล่าสุดที่ เอลีนและทอมรวมหัวกันเล่นงานอิงกริด พวกเขาหันมาถามเธอ เธออธิบายให้ทั้งหมดฟัง หลังจากผ่านไปสักห้านาที ทั้งโต๊ะก็เงียบเสียง
พลทหารอเล็กซานโดรและพรรคพวกไม่ใช่หัวข้อสนทนาอีกต่อไป

 

“พวกเรียนกฏหมายที่หยิ่งยโสน่ะสิ ฉันไม่เห็นจะมีอะไรเป็นพิเศษ” เอลีนโพล่งขึ้นมาอย่างเคย ก่อนจะหันไปทางทอม “เฉพาะเจาะจงจ้ะ ไม่ใช่โดยรวม”
“มิเป็นไร คุณผู้หญิง”ทอมฉวยมือเธอหอมเข้าฟอดใหญ่ เขาจบเอกกฏหมายและจะต้องสอบทนายภายในปีนี้ “ไม่ใช่แน่ๆอย่าลืมสิ ฉันเรียนวิชาหลักๆซ้ำเกือบทุกตัว เด็กเอกนิติฯในระยะอย่างน้อย 5 ปีฉันต้องคุ้นหน้ามั่งแหละ หมอนี่ไม่ใช่พวกเราแน่”

“ฉันเริ่มเห็นด้วยกับเธอแล้วล่ะ เขามีอะไรพิเศษจริงๆด้วย”อิงกริดกล่าวขึ้นอย่างเหม่อๆ
“อย่าบอกนะว่าเธอเริ่มจะหลงรักหมอนี่’อีก’คนแล้วน่ะ”เอลีนกลอกตา
“ไม่ใช่ใช่มั้ย” ประโยคนี้เธอหันมาถามฉัน ฉันแกล้งทำตาเป็นประกาย
“ก็ไม่แน่นะ เขาดูดีออก”แล้วก็ทำเปนกระซิบกระซาบกับอิงกริด
ทอม ผู้ซึ่งทนไม่ได้กับการถูกแย่งการเป็นจุดสนใจ เขาจบจากอีตันด้วยเกรดยอดเยี่ยม ประธานชมรมคริกเก็ตและตัวเต็งประธานสมาคมศิษย์เก่าประจำรุ่น การเรียนซ้ำของเขานั้นเป็นความ”ตั้งใจ”เพื่อที่จะไปขยายขอบเขตคนรู้จักของ พ่อ (ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ฉันพูดชื่อแล้วล่ะก็ คุณคงไม่เชื่อหูตัวเอง) ให้มากยิ่งขึ้น กล่าวขึ้นหลังจากผ่านไปอีกสักพัก
“ทำไมเราไม่ลองชวนหมอนั่นมานั่งคุยดูล่ะ เลี้ยงเบียร์มันสักแก้วคร้านจะรีบบินมา”
“ฉันนึกว่าเธอจะมีไอเดียที่ดีกว่านั้น พ่อคนหัวแหลม” เอลีนตอก “มันต้องมารยาหญิงสิ ฉันรำคาญแม่นกกระจอกสองคนนี้เหลือเกิน ฉันจะไปชวนเขาเอง”
ไวเท่าความคิด ก่อนจะมีใครยั้งเธอไว้ได้
เอลีนพุ่งเข้าไปหาเขา ถึงจะเป็นเวลาที่ดึกมากแล้วและคนก็เริ่มซาลง ไม่แปลกหรอกที่เขาจะสังเกตเห็น แต่สายตาของเขาบ่งบอกว่าเขากำลังคาดการณ์ได้ว่าเอลีนจะเดินไปหา
มันเหมือนเขารู้ล่วงหน้า

แน่ล่ะ เรื่องนี้ฉันพูดออกไปดังๆไม่ได้ แต่ฉันแอบพยักเพยิดกับอิงกริด เธอเห็นเหมือนฉันแน่ๆ
เอลีนได้รับการเชิญให้นั่งแล้ว เธอกำลังคุยอะไรสักอย่างตอนที่โจชัวเดินเอียงๆมาที่โต๊ะ “ว่าไงไอ้เกลอ ฉันบอกแล้วมั้ยล่ะว่าแม่นั่นน่ะ สุดยอด” ทอมเอียงคอล้อเลียนโจชัว
“ไม่ล่ะ เราแค่จูบกันนิดหน่อย ฉันรู้สึกไม่ค่อยดี นั่งเป็นเพื่อนเธอสักพักก็รีบผละมา เธอมีคนรอคุยเปนโขยงเลยล่ะมั้ง” โจชัวพูดเอื่อยๆ “โธ่เอ๋ย ไอ้เกลอแก้ว ฉันนึกว่าแกจะเสร็จแม่นั่นเสียแล้ว แกมันโง่กว่าที่ฉันคิดเสียอีก” ทอมทุบโต๊ะพร้อมหัวเราะลั่น ฉันอมยิ้มอย่างปกป้อง อิงกริดลูบหลังพร้อมกับบอกว่า “ฉันว่าแล้วเธอต้องไม่เป็นคนแบบเขา“เธอส่งสายตาตีความไม่ได้ไปให้ทอม “ดีแล้วล่ะจอช เธอน่ารักมากรู้มั้ย” เมื่อทุกคนหันกลับไป ฉันก็อธิบายอย่างรวบรัดให้โจชัวฟังว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เมื่อจบเรื่อง ทอมกับอิงกริดก็ครางฮือ ฉันหันกลับไป โต๊ะน่าเกลียดนั้นว่างเปล่า”อะไรกัน หายไปไหนน่ะ”ฉันถามด้วยความตกใจ”อย่างกับมายากลแน่ะ ฉันเหนเขานั่งคุยกันดีๆพอเจ้าอ้วนเฟรดกับพรรคพวกของมันเดินผ่าน เขาก็หายกันไปเฉยๆเลย”ทอมซึ่งได้สติก่อนอธิบาย แต่ฉันซึ่งดูเหมือนจะดื่มไปน้อยที่สุดเห็นประตูร้านกำลังไหวน้อยๆ จึงชี้ให้ทุกคนดู และพวกเราก็รีบผละกันออกมา
เมื่อถึงหน้าถนน ฉันเห็นเขากับเอลีนยืนคุยกันอย่างปกติที่สุด เมื่อเห็นพวกเรา เธอก็ยิ้ม
ซึ่งคงดูเป็นเรื่องสามัญที่สุดที่มนุษย์พึงกระทำ
สำหรับคนที่ไม่ได้รู้จักเอลีนมาเกือบ 8 ปีเช่นเธอ

“สุภาพบุรุษคนนี้ ชวนฉันออกมาเดินข้างนอกสักพัก ทำไมพวกเธอถึงออกมากันล่ะ”
ฉันจะพูดได้อย่างไรต่อหน้าเขาว่าพวกเราเป็นห่วง ที่เธอหายออกมากับคนแปลกหน้า
“อ้อ พวกเรากำลังจะกลับกันแล้วล่ะ” ฉันแก้เก้อหันไปพยักเพยิดกับที่เหลือ
“เอลีนคงแนะนำพวกเราแทนแล้ว คุณอยู่แถวไหนล่ะ เดี๋ยวผมเรียกรถม้าให้ก็ได้” ทอมซึ่งมีท่าทีทางการขึ้นมาทันทีกล่าว ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆเหมือนรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น “ผมทราบแล้ว ยินดีที่รู้จักทุกท่าน ผมคิดว่าผมเดินไปเป็นเพื่อนพวกคุณดีกว่า อพาร์ทเม้นท์ของพวกคุณอยู่สุดถนนี้ใช่มั้ย” เขาผายมือไปทางถนนเลียบคลอง
“เดี๋ยวก่อนสิ คุณมาจากต่างถิ่นหรือ ทำไมไม่แนะนำตัวก่อนล่ะ
มันเป็นมารยาทนะรู้มั้ย” ทอมสำทับอย่างวางอำนาจ เขามีพรสวรรค์เรื่องนี้”

เขายังคงยิ้ม “อ้อ ขออภัยสำหรับความเลิ่นเล่อ โปรดเรียกผมว่าคุณฮอลโลเวย์”
เขากล่าวพร้อมกับถอดหมวกออก
สง่างามกว่าพวกที่อ้างตัวว่ามาจากตระกูลขุนนางที่เธอเคยเห็นซะอีก
ในเมื่อทุกคนตกอยู่ในความงงงัน เธอก็เริ่มออกเดิน
ก้าวยาวฉับๆ พร้อมพยักเพยิดให้ทั้งกลุ่มเดินตาม
ในขณะที่เอลีนเริ่มคุยเรื่องสัพเพเหระกับคุณฮอล์โลเวย์
เราก็พยายามให้คนทั้งคู่อยู่ใจกลางวง
และพยายามจับตามองท่าทีอันเป็นพิรุธ

จนเมื่อเดินไปถึงกลางทาง มีเพียงน้ำซัดตลิ่งอยู่ไกลๆ
และเสียงกระซิบกระซาบของสองคนเท่านั้น
ทอมที่อดทนอยู่นานก็ถามขึ้นมาเฉยๆ “ขอโทษเถอะ ว่าแต่คุณทำมาหากินอะไร”
“ผมหรือ อ่ะฮ้า ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก ผมมักเดินทางไปมา โดดเดี่ยวใต้ท้องเรือต่างชาติ
หรือไม่ก็นอนหนาวเหน็บในค่ายของชนเผ่าอันไกลโพ้น
ผมติดตามคณะหลายคณะที่มีจุดประสงค์แตกต่างกันออกไปในทุกๆที่
อะไรทำนองนี้แหละที่ผมทำเพื่อแลกขนมปังสักก้อนหรือไม่ก็เนยสักกระปุก”
ทอมยังไม่ได้คำตอบ เธอรู้ดีว่านี่ก็เป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่ทำให้เขาไม่ค่อยชอบใจ

จอช ดูจะพอใจให้การเดินกลับหอคราวนี้ไม่มีเรื่องฟาดปาก เขากล่าวขึ้นลอยๆ
“งานของคุณน่าสนใจมาก คุณฮอลโลเวย์”
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย “ขอบพระคุณ คุณสุภาพบุรุษ
แต่บางคราวก็หนาวเหน็บเหลือเกิน
คุณจะจ่อมจมในความมืดทึบและความอ้างว้างที่ไม่เคยคาดคิด
บางคราวคุณก็จะเกลียดตัวตนของคุณจับใจ
คุณรู้สึกได้เลยว่าอะไรบางอย่างกำลังกัดกินคุณอยู่
และเมื่อแสงแดดสาดส่อง สิ่งที่คุณอยากทำกลับเป็นการตะโกนโห่ร้อง
มันนำเอาความบ้าคลั่งจากจิตเบื้องลึกของคุณขึ้นมา
มันทำให้คุณต้องมีความอดทนและวินัยสูงยิ่ง ไม่อย่างนั้นก็อาจวิปลาศไปได้”
เขายังจบประโยคนั้นด้วยรอยยิ้ม แต่คราวนี้มันไม่ได้ทำให้ชวนค้นหาอีกแล้ว
มันกลับเป็นรอยยิ้มเศร้าสร้อยที่ทำให้เมืองทั้งเมืองดูเงียบงัน
อะไรบางอย่างที่มีแรงกดทับมหาศาลและดูดกลืนความสว่างไสว
ในพวกเขาแต่ละคนออกไป  เอลีนผงกหัวเล็กน้อยเหมือนผู้ป่วยร้ายแรงที่พึ่งฟื้นไข้
ทอมทำหน้าหวาดผวาและผะอืดผะอมไปพร้อมกันๆ อิงกริดทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้
จอชกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในภวังค์
“ที่ๆคุณไป และสิ่งที่คุณทำ คงโหดร้ายกับคุณน่าดู
คุณพูดราวกับ ดันเต้ ที่ไปเหยียบนรกมา
ได้เจอหน้าปีศาจและทัศนาสถานที่ทำงานของเขา”
อยู่ดีๆฉันก็โพล่งออกไป กึ่งท้าทาย กึ่งยั่วยุ

ชายหนุ่มยังคงยิ้ม เขาถอยหลังสักครึ่งก้าวแล้วกระซิบว่า
“ผมนี่แหละ คือปีศาจ”
เขาหันหลังและเดินต่อไปทันที ประโยคสุดท้ายนั้นล่องลอยอยู่สักครู่
ก่อนเธอจะได้ยินเสียงกรนของรอนนี่ผ่านบานพับสำหรับส่งหนังสือพิมพ์
อากาศรอบตัวเริ่มคลี่คลาย ค่ำคืนส่งเสียงกังวาลอีกครั้ง
จอชมองตามจนลับสายตา แววตาเป็นประกายเหมือนนึกอะไรออก
สำหรับทั้งสามคนนั้น พวกเขาดูเหมือนเหนื่อยอ่อนอย่างมาก
ราวกับกลับจากการเดินทางอันยาวนาน