สิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงเริ่มทำงาน

บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนขึ้นมาสั่งสอนหรือทำตัว ‘Holier than thou’
หากแต่มันเป็นตะกอนความคิดที่ตกค้างจากการแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน
ในหลายๆโอกาส นอกจากนี้ ผมยังได้รับความไว้ใจจากคนรุ่นน้องหลายคน
ชอบให้เป็นที่ปรึกษาเรื่องทางเลือกในชีวิต
และพบว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่มักจะคล้ายๆกัน

ดังนั้น จึงรวบรวมข้อสงสัยและสิ่งที่ได้ยินมาขมวดเป็นหัวข้อตามความเข้าใจ
ชวนให้คุณตั้งคำถาม
ยินดีอย่างยิ่งที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์


 

1. หาความบ้าคลั่งของคุณให้เจอ

มักจะมีคนมาถามเรื่องการเรียนต่อหรือทำงาน แล้วถ้าถามกลับว่าคุณชอบอะไร หรือฝันอยากเป็นใคร หลายๆคนมักจะอึกอักตอบว่าไม่มีหรือไม่ตอบในทันที
ซึ่งสำหรับผมมันก็ความหมายเดียวกัน

คุณอาจจะยังบ้าคลั่งไม่พอ

คนเราควรรู้อย่างถ่องแท้ว่า สิ่งใดที่ทำให้คุณอยากลืมตาตอนเช้า
และปรากฏในความฝันยามหลับ
อะไรที่คุณจะอยู่กับมันได้ตลอดไป

หากแน่ใจแล้ว กระโดดลงไป หางานที่เกี่ยวกับมันให้ได้ ฝึกปรือและตั้งใจ
หากไม่แน่ใจ ไม่เป็นไร คุณมีเวลาให้ผิดพลาดและหกล้มอีกเยอะ

2. อย่าเลือกแค่งานที่ใช่ ให้เลือกชีวิตที่ชอบ

ประโยคที่ฟังดูเท่แบบเปล่ากลวงอันนี้นึกได้ตอนนั่งคิดว่าตัวเองกำลังอยากทำงานแบบไหน
เงินดี? เท่?

ผมคิดได้ว่าทำไมบางคนทำงานได้เงินเดือนเยอะมาก ใช้ชีวิตหรูหรา แต่ก็ยังไม่มีความสุข
งานที่หลายๆคนบอกเท่มาก น่าสนุก แต่เห็นคนทำก็เหนื่อยแทบแย่
ผิดหวังและล้มเหลวเรื่องอื่นนอกเหนือตัวเนื้องาน
เลิกงานมาก็แทบไม่อยากพูดเรื่องงาน

แล้วก็มาคิดได้ว่า อาจเพราะวิถีชีวิตของคุณมันไปกันไม่ได้กับเนื้อหาหรือวิถีของงาน

ผมคิดว่าคนเราทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นหากว่าเขาได้เรียนรู้ซักหน่อย
แต่การจะอยู่กับมันได้นาน คุณควรจะต้อง spiritually connected (ขอโทษจริงๆ ไม่รู้จะถอดความให้เป็นภาษาไทยให้สวยงามได้อย่างไร) กับสิ่งที่ทำ
มีปรัชญาโบราณของอเมริกันเรื่องที่ว่า เวลาทำงานก็ต้องทำงานให้เต็มที่
ส่วนเวลาพักผ่อนก็ต้องพักผ่อนให้เต็มที่และห้ามเอาสองสิ่งนี้มาปะปนกัน
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนชอบทำงานเกี่ยวกับไม้
คุณก็ห้ามเป็นช่างไม้เพราะคุณจะทำให้ตัวเองสบาย
และผลงานที่ได้ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

ซึ่งผมคิดว่ามันคงจะล้าสมัยไปเสียแล้วสำหรับคนในยุคนี้
เรามีความอดทนต่ำต่อสิ่งที่เราไม่ชอบ
และถ้ายิ่งคุณรู้ว่าความบ้าคลั่งคุณคืออะไร
คุณก็คงอยากใช้มันให้คุ้มค่า รวมไปถึงเลี้ยงตัวได้ด้วย
(สรุปง่ายๆก็คืออยากทำอะไรที่สนุกจนเหมือนไม่ได้ทำงาน แต่ก็ยังหากินได้)

ดังนั้น การคิดจะหางานจึงควรมององค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด องค์กรเป็นอย่างไร
ลักษณะงานเป็นอย่างไร หัวหน้าคือระดับไหน แล้วคุณจะอยู่ขั้นไหนในลำดับงาน
แล้วมันจะส่งผลต่อมุมมองหรือการใช้ชีวิตของคุณอย่างไร
คุณจะเติบโตอย่างไรและได้เรียนรู้อะไรบ้าง
เรื่องพวกนี้สำคัญหมด

3. ซื่อสัตย์กับตัวเอง

ต่อจากข้างบน เมื่อคุณรู้แล้วว่าตัวเองอยากทำอะไร พยายามหาอะไรให้ชีวิต ก็ควรจะต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง เท่าที่สังเกตกับการรับเข้าทำงาน นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ดูแค่ว่าคุณทำอะไรได้บ้าง เขายังดูด้วยว่าคุณสามารถเข้าร่วมกับองค์กรได้อย่างไม่มีจุดขัดแย้งด้วยหรือไม่ คุณควรพูดให้ชัดเจนว่าคุณต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร
สิ่งใดที่คุณทำได้ และไม่ได้บ้าง

บางคนออกไปหางานด้วยภาพสิ่งที่อยากเป็น แต่ไม่ได้คิดถึงสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ ภาพลวงกับความจริงจึงทับซ้อนกันพอสมควร และสิ่งนั้นมักจะนำมาซึ่งความทรมาน

4. คอนเนคชั่นสำคัญ

หัวข้อนี้ หลายคนอาจจะหน้าเบ้ ต้องเลียแข้งเลียขาด้วยหรือถึงจะทำงานได้
ผมไม่ได้หมายถึงอะไรแบบนั้น

ผมคิดว่าโอกาสไม่ได้มาในรูปแบบเดียวเสมอไป การทำความรู้จักคนเยอะๆ
และหาเพื่อนดีๆไว้ข้างกาย
นอกจากจะแบ่งเบาภาระทางจิตวิญญานแล้ว
โอกาสก็อาจจะมาในรูปแบบที่ทำให้คุณประหลาดใจ

ไม่ได้บอกให้คุณคบคนแต่เพียงเพื่อผลประโยชน์ แต่ในเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม
Be nice ต่อผู้คนที่พบเจอ โดยไม่จำเป็นต้อง Ego-centric ตลอดเวลา
ก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก

5. เงินสำคัญ แต่ไม่ทั้งหมด

ผมคิดว่าคนรุ่นเดียวกันจำนวนไม่น้อยโตมาพร้อมกับประโยคฉาบฉวยประเภท
กินไม่ได้แต่เท่ ความสุขตีราคาไม่ได้ ความฝันสำคัญกว่าเงินทอง

อย่าไปโดนเขาหลอกเชียว เงินทองหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจนั้นสำคัญแน่ๆ

สำหรับหลายๆคนที่ครอบครัวมีกิจการมั่นคง ผมดีใจด้วย
แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่ต้องวางแผนการเงินล่วงหน้าเลย
เงินนั้นรักคนที่รักมัน

สำหรับอีกหลายคนที่ต้องยังชีพด้วยตัวเองล้วนๆแล้ว ผมก็ดีใจด้วยเหมือนกัน
คุณกำลังถูกทดสอบด้านวินัยและความขยัน
เมื่อมันผ่านไปแล้ว คุณคงภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้แน่นอน

6. ทุกสิ่งในชีวิตใช้ได้หมด

ผมว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นเฉพาะเด็กสายศิลป์ ไอ้นั่นก็ชอบ ไอ้นี่ก็พอทำได้
สรุปก็แตะไปอย่างละหน่อย
แล้วก็มานั่งสับสนว่าจริงๆแล้ว ชอบหรือทำอะไรได้แน่

บางคน แม้แต่คณะที่เลือกเรียน ก็เลือกส่งๆไปอย่างนั้น และเรียนแบบซังกระตาย
ไม่ได้ตรึงใจอะไรกับสิ่งที่เรียน ผมคงไม่กล้าไปบอกให้ใครตั้งใจเรียน
แต่อย่างน้อยลองมองหาแง่ดี แล้วตั้งใจเก็บเกี่ยวสักสองสามวิชา
อะไรที่คุณได้เรียนรู้ในวัยเท่านี้จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต
และผมกล้าพนันว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าอะไรทั้งหมดที่คุณเคยลองทำ กิจกรรมสันทนาการจิปาถะ
หรือแม้แต่งาน(ที่คุณคิดว่า)งี่เง่า ทั้งหลายแหล่ ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น
ลองเก็บแรงบันดาลใจรอบๆตัวเอาไว้ คุณคงจะตกใจว่าเมื่อถึงเวลาใช้จริงๆแล้ว

คุณจะมีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือคณา

7. หาของใส่หัวเยอะๆ

ผมชื่นชมคนที่รอบรู้เรื่องทั่วไป คนพวกนี้มักจะเป็นคนคุยสนุก
และมักจะนำไปสู่สัมพันธภาพที่ดี
ลองหาหนังสืออ่านอาทิตย์ละเล่ม หาเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ
ดูหนังแปลกๆนานๆครั้ง หาเวลาอ่านบทความบ้าง
หรือไม่ก็ลองสุ่มซื้อแมกกาซีนสักสองสามเล่ม
ฟังเพลงวงใหม่ๆ หรือแม้แต่เลือกเดินทางกลับบ้านในเส้นทางที่แตกต่างออกไป
คงทำให้คุณได้อะไรที่แปลกออกไปและหลีกหนีความจำเจไปได้
มันทำให้หัวสมองของคุณได้เดินทางและจินตนาการได้แล่นออกไป

การเดินทางทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์
แม้จะเป็นเพียงในความคิดก็ตาม

Advertisements

You have to do it, now.

It been disturbed me and my friend quite a while, you could imagine. A bunch of young adult who cannot figure life out, I take a guess that it is a universal. I knew that everybody I’m talking about are capable of something big, grand and mental satisfactory.

Things is, we don’t know where to take the leap
It is very frustrating to born in the age of rushing. Faster, better, stronger.
But it like a ship with no ensured compass, how can we be sure that the direction we took doesn’t filled with submerged rocks or, in particular case, a mermaid.

You always know this kind of guy, upper and class.
promising graduate from a prolific school
Still, whining about all the things he couldn’t handle

So, I sat knee-to-knee, and tell him the most ordinary things a middle-to-low class family
salary man could do to his mate

“You have to do it, now.”

[PR] ไวน์ดินเนอร์ ณ ห้องอาหารสกาลินี

ไวน์ดินเนอร์ ณ ห้องอาหารสกาลินี
ความลงตัวของอาหารอิตาเลียนและไวน์จาก Nicolis

Hilton-109

ห้องอาหารสกาลินี โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ
เชิญชวนค้นหาเสน่ห์ของอาหารอิตาเลียนในค่ำคืนแห่งไวน์ดินเนอร์
กับเมนูอาหาร 5 คอร์สจับคู่กับไวน์ชั้นเลิศจากไวน์เนอรี่คุณภาพเยี่ยม
Nicolis Winery คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถันโดยเชฟอิจิดิโอ ลาทอร์รากา
รับประกันได้ถึงรสชาติอิตาเลียนสูตรต้นตำรับจากครัวชาวอิตาเลียนแท้
ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2557 เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป ในราคา 2,900++ ต่อท่าน
จับคู่กับไวน์จาก Nicolis หนึ่งในสมาชิกและผู้ผลิตไวน์อมาโรเน่
ไวน์ระดับสูงที่มีต้นกำเนิดจากแคว้นเวเนโต้ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี
โดยมีไวน์เมกเกอร์ มร.จูเซปเป้ นิโคลิส จะมาร่วมพูดคุยถึง
ความพิเศษของไวน์วัลโปลิเชลล่าจากไร่องุ่นนิโคลิส
สำรองโต๊ะหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-620 6666

# # #

Scalini Bangkok, an Italian bistro fusion with fine American restaurant,
is pleased to invite you
to have 5 course meal paired with finest wine of Nicolis Winery.
All glass of wine will be escorted
by Mr. Giuseppe Nicolis, to gave you an exclusive detail of each Wine.
Date is 29 Aug 2014 from 6.30 pm onward.
At Hilton Sukhumvit Bangkok Hote, Sukhumvit 24.
Prices is 2,900++ bath each.

For more information or table reserved , please contact 02-620-6666

Aside

ฟรองซัวค์ผู้กินไอศครีมราคายี่สิบเซ็นต์

“โอ้ ฟรองซัวค์คนนั้นน่ะหรือ” คุณลุงมาริโอ้ ผู้ดูเหมือนจะกลมกลึงไปทุกส่วนสัดร้องขึ้น
“ฉันน่ะรู้จักหมอตั้งแต่ตัวมันเท่านี้” คุณลุงทำไม้ทำมือประกอบ
“มาเรียน่ะน่าสงสาร เงินก็ไม่ค่อยมีให้ลูกเท่าไหร่หรอก หมอจะมาร้านฉันพร้อมเด็กอื่นๆนั่นแหละ แต่จะรอจนเด็กคนอื่นๆได้ถ้วยไอติมของตัวเองหมดแล้ว  ก็จะค่อยๆแบมือที่กำเหรียญยี่สิบเซ็นต์เอาไว้แน่น มองฉันตาละห้อย และถามว่า “คุณลุงมาริโอ้ เงินเหรียญนี้ซื้ออะไรได้บ้างครับ” พ่อหนุ่มเอ๋ย นัยน์ตาสีฟ้าแสนเศร้าพร้อมกับท่าทีสุภาพแบบนั้นน่ะ สัตว์นรกที่ไหนก็ต้องสยบทั้งนั้น ฉันจะคิดเมนูใหม่ๆมาหลอกเด็กน้อยนั้นทุกวัน ตักทุกสิ่งทุกอย่างให้พ่อหนุ่ม และอาจจะแถมขนมปังกรอบและช็อคโกแลตแท่งไปให้ด้วย เด็กนั่นจะเอากลับไปฝากแม่อย่างแน่นอนและนั้นอาจจะเปนของสิ่งเดียวที่ตกถึงท้องมาเรียผู้น่าสงสาร พ่อหนุ่มแสนซื่อก็เข้าใจอย่างนั้นมาจนโต

จนเมื่อถึงวัยที่เด็กอื่นเข้าเมืองเพื่อไปดื่มเหล้าหรือเต้นรำ
ฟรองซัวค์ของฉัน กลับไปหาหนังสือมานั่งอ่านทั้งวี่วัน จนมันไปเรียนมหาวิทยาลัยกลับมานั่นแหละ เด็กน้อยนั้นกลายเปนพ่อหนุ่มที่แสนจะเงียบขรึมและทรงเสน่ห์ แล้วมันก็ชอบเตร่มาช่วยฉันที่ร้านมั่งล่ะ วุ่นวายไปช่วยเกรธ่าของฉันคิดเงินมั่งล่ะ  วันนึงฉันทนไม่ไหว เลยตีหน้ามันและตะโกนบอกมันยังงี้
“ไอ้เด็กเหลือขอ นิ้วมือเรียวยาวของแกมันเหมาะกับการกวนหรือตักไอติมนักหรือไง หัวของแกก็ไม่คู่ควรกับการบวกลบเงินวันละไม่กี่มากน้อยซะด้วย ไอ้หมาหลงหมาลัยนี่ เค้าไม่สอนแกหรอกหรือ ไปเลยนะ เข้าไปในเมือง หาเงินส่งให้แม่ของแกเยอะๆ ถึงวันนั้นฉันจะบอกแกเองว่าแกต้องจ่ายอะไรฉันบ้าง”
พูดเสร็จฉันก็คว้ามือหมอพร้อมยัดถุงเงินแล้วก็ผลักมันออกไปนอกร้าน

ฉันโดนเกรธ่าด่าเปนวันๆ “ไอ้อ้วนเอ๋ย คำพูดคำจาดีๆไม่มีกะเค้ามั่งหรือไง ฟรองซัวค์ของฉันจะอยู่ยังไง โถ เด็กน้อย”

ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องทำได้ มันเปนผู้ชายประเภทที่อยากจะตื่นก่อนเมีย มาทำอาหารเช้าให้
ก่อนจะยกเข้าไปแล้วปลุกเธอด้วยจูบเบาๆ หรือไม่ก็ร่างสุนทรพจน์วันแต่งงานของตัวเอง
ซื้อเหล้าเลี้ยงผู้คนในบาร์และบอกว่าชีวิตของมันดีแค่ไหน มันเปนของมันแบบนั้นแหละ”
พอร่ายยาวจบ ลุงก็คว้าป้าเกรธ่าที่กำลังยิ้มแปร้มาจากอากาศ (ผมไม่ทันสังเกตุด้วยซ้ำ) หอมฟอดใหญ่ ดึงกระดาษในมือของป้ามาเขียนขยุกขยิกพร้อมกับยื่นให้ ก่อนจะบอกว่า
“ถ้าพ่อหนุ่มเจอมันอีกที ฝากนี่ให้มันด้วย”
ในกระดาษยู่ยี่นั้นมีตัวหนังสือไม่เสมอกันแบบคนเขียนหนังสือไม่แตก

อ่านว่า “ไอศกรีม 20 เซ็นต์ จ่ายแล้ว”