ราคาที่ต้องจ่าย

ผมชอบการสนทนากับผู้คนที่จับจังหวะชีวิตเราถูก

เพราะบางทีแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย เขาก็รู้แล้วว่าเรากำลังเจอกับอะไร

Continue reading

Resignation Letter

เรื่องพวกนี้บอกใครมากไม่ได้
เรื่องราวของพวกเขาจะกระทบเราแล้วเราอาจจะเปลี่ยนใจ

แต่อย่างที่พร่ำบอกใครต่อใคร
สิ่งที่เราเลือกมักจะเป็นสิ่งที่ตัดสินเราเสมอ

เราไม่อยากเกลียดวันจันทร์ ไม่ควรรู้สึกอยากนอนต่อ
เวลาที่มีอะไรต้องรับผิดชอบ

เออ คิดไปคิดมา ส่วนนึงที่ทุกคนกำลังทำอยู่
ก็คือพยายามรับผิดชอบอะไรสักอย่างนี่แหละ

บทต่อไปนี่แหละที่จะสำคัญ

เกมกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

สิ่งที่เราเลือกจะเป็นตัวตัดสินเรา

เรากำลังจะตัดสินใจเรื่องที่ถือว่าใหญ่มากๆในชีวิต

เอาเข้าจริง สิ่งที่เราเลือกบางทีก็ไม่ได้ขึ้นกับตัวเราทั้งหมด

มันอาจจะมีเหตุผลอื่นๆและข้ออ้างฟังไม่ขึ้นมากมายรออยู่

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าจะเลือกอะไรหรือตัดสินใจแบบไหน

สิ่งเหล่านั้นจะตัดสินเราเสมอ

ต้องจำเอาไว้

ผ่านไปอีกแล้วนะ

บันทึกไว้กันลืม จริงๆก็ผ่านมาพอสมควรแล้วนะ จริงๆต้องมีนิสัยที่นึกอะไรได้ก็ควรเขียนเลย

วันเกิดปีที่ 24 เจ้านายเปิดแชมเปญให้สองขวด

เลิกงานแล้วก็บึ่งไปกินไอติมกะเบอเก้อบ้านแจ็ค

นั่งรถออกมากะนายหัว ลงที่เค-วิลเลจ กินเบียร์กะแก๊งลูกหมูสามตัว

แล้วก็แวบไปเจอแอมที่เดโม่

ต่อด้วยนั่งกับพวกบอลหกสองที่บอมเบย์

บ่ายวันเสาร์ เพื่อนสนิทก็มาเลี้ยงข้าวที่โอมุ ซื้อของเข้าหอ

วันอาทิตย์กินเบอเก้อกับเอแล้วก็ดูแมนยู

เป็นสุดสัปดาห์วันเกิดที่ไม่เลวเลยนะ

โลกยังไม่แตก

อย่างที่ใครๆมักพูดกัน
ความคาดหวังนำมาซึ่งความเจ็บปวดเสมอ

เพราะโลกแห่งความจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น ใครๆก็คิดกันทั้งนั้นว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว
แต่มันก็ยังดีไม่พอ

คนเรามีวิธีการรับมือกับความผิดหวังต่างกันไป
ผมคงไม่อวดดีไปบอกว่าวิธีนี้จะดีกว่าวิธีนั้น
หรือแม้แต่จะมีวิธีไหนที่ทำให้การเจ็บปวดยุติ

บางคนใช้เวลา บางคนใช้ผู้คนรอบกาย
บางคนใช้เป็นแรงผลักดัน
และบางคนก็ใช้เป็นหลักที่ยึดโยงเรื่องราวเอาไว้

สิ่งที่เรียนรู้มาบ้างก็คือว่า คุณต้องมีสติ
เรื่องนี้สำคัญจริงๆและเป็นสากลพอควรที่จะบันทึกเอาไว้

เพราะหาไม่แล้ว คุณจะร่วงหล่นสู่หลุมอันดำมืดไม่มีที่สิ้นสุด
ตอนนี้ตัวเลือกเหลือเพียงสองทาง

สร้างก้นหลุมเพื่อรองรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น
หรือไม่ก็สยายปีกขึ้นมา

ฟ้ายังไม่ถล่มและโลกก็ยังไม่แตก

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงเริ่มทำงาน

บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนขึ้นมาสั่งสอนหรือทำตัว ‘Holier than thou’
หากแต่มันเป็นตะกอนความคิดที่ตกค้างจากการแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน
ในหลายๆโอกาส นอกจากนี้ ผมยังได้รับความไว้ใจจากคนรุ่นน้องหลายคน
ชอบให้เป็นที่ปรึกษาเรื่องทางเลือกในชีวิต
และพบว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่มักจะคล้ายๆกัน

ดังนั้น จึงรวบรวมข้อสงสัยและสิ่งที่ได้ยินมาขมวดเป็นหัวข้อตามความเข้าใจ
ชวนให้คุณตั้งคำถาม
ยินดีอย่างยิ่งที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์


 

1. หาความบ้าคลั่งของคุณให้เจอ

มักจะมีคนมาถามเรื่องการเรียนต่อหรือทำงาน แล้วถ้าถามกลับว่าคุณชอบอะไร หรือฝันอยากเป็นใคร หลายๆคนมักจะอึกอักตอบว่าไม่มีหรือไม่ตอบในทันที
ซึ่งสำหรับผมมันก็ความหมายเดียวกัน

คุณอาจจะยังบ้าคลั่งไม่พอ

คนเราควรรู้อย่างถ่องแท้ว่า สิ่งใดที่ทำให้คุณอยากลืมตาตอนเช้า
และปรากฏในความฝันยามหลับ
อะไรที่คุณจะอยู่กับมันได้ตลอดไป

หากแน่ใจแล้ว กระโดดลงไป หางานที่เกี่ยวกับมันให้ได้ ฝึกปรือและตั้งใจ
หากไม่แน่ใจ ไม่เป็นไร คุณมีเวลาให้ผิดพลาดและหกล้มอีกเยอะ

2. อย่าเลือกแค่งานที่ใช่ ให้เลือกชีวิตที่ชอบ

ประโยคที่ฟังดูเท่แบบเปล่ากลวงอันนี้นึกได้ตอนนั่งคิดว่าตัวเองกำลังอยากทำงานแบบไหน
เงินดี? เท่?

ผมคิดได้ว่าทำไมบางคนทำงานได้เงินเดือนเยอะมาก ใช้ชีวิตหรูหรา แต่ก็ยังไม่มีความสุข
งานที่หลายๆคนบอกเท่มาก น่าสนุก แต่เห็นคนทำก็เหนื่อยแทบแย่
ผิดหวังและล้มเหลวเรื่องอื่นนอกเหนือตัวเนื้องาน
เลิกงานมาก็แทบไม่อยากพูดเรื่องงาน

แล้วก็มาคิดได้ว่า อาจเพราะวิถีชีวิตของคุณมันไปกันไม่ได้กับเนื้อหาหรือวิถีของงาน

ผมคิดว่าคนเราทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นหากว่าเขาได้เรียนรู้ซักหน่อย
แต่การจะอยู่กับมันได้นาน คุณควรจะต้อง spiritually connected (ขอโทษจริงๆ ไม่รู้จะถอดความให้เป็นภาษาไทยให้สวยงามได้อย่างไร) กับสิ่งที่ทำ
มีปรัชญาโบราณของอเมริกันเรื่องที่ว่า เวลาทำงานก็ต้องทำงานให้เต็มที่
ส่วนเวลาพักผ่อนก็ต้องพักผ่อนให้เต็มที่และห้ามเอาสองสิ่งนี้มาปะปนกัน
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนชอบทำงานเกี่ยวกับไม้
คุณก็ห้ามเป็นช่างไม้เพราะคุณจะทำให้ตัวเองสบาย
และผลงานที่ได้ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

ซึ่งผมคิดว่ามันคงจะล้าสมัยไปเสียแล้วสำหรับคนในยุคนี้
เรามีความอดทนต่ำต่อสิ่งที่เราไม่ชอบ
และถ้ายิ่งคุณรู้ว่าความบ้าคลั่งคุณคืออะไร
คุณก็คงอยากใช้มันให้คุ้มค่า รวมไปถึงเลี้ยงตัวได้ด้วย
(สรุปง่ายๆก็คืออยากทำอะไรที่สนุกจนเหมือนไม่ได้ทำงาน แต่ก็ยังหากินได้)

ดังนั้น การคิดจะหางานจึงควรมององค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด องค์กรเป็นอย่างไร
ลักษณะงานเป็นอย่างไร หัวหน้าคือระดับไหน แล้วคุณจะอยู่ขั้นไหนในลำดับงาน
แล้วมันจะส่งผลต่อมุมมองหรือการใช้ชีวิตของคุณอย่างไร
คุณจะเติบโตอย่างไรและได้เรียนรู้อะไรบ้าง
เรื่องพวกนี้สำคัญหมด

3. ซื่อสัตย์กับตัวเอง

ต่อจากข้างบน เมื่อคุณรู้แล้วว่าตัวเองอยากทำอะไร พยายามหาอะไรให้ชีวิต ก็ควรจะต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง เท่าที่สังเกตกับการรับเข้าทำงาน นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ดูแค่ว่าคุณทำอะไรได้บ้าง เขายังดูด้วยว่าคุณสามารถเข้าร่วมกับองค์กรได้อย่างไม่มีจุดขัดแย้งด้วยหรือไม่ คุณควรพูดให้ชัดเจนว่าคุณต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร
สิ่งใดที่คุณทำได้ และไม่ได้บ้าง

บางคนออกไปหางานด้วยภาพสิ่งที่อยากเป็น แต่ไม่ได้คิดถึงสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ ภาพลวงกับความจริงจึงทับซ้อนกันพอสมควร และสิ่งนั้นมักจะนำมาซึ่งความทรมาน

4. คอนเนคชั่นสำคัญ

หัวข้อนี้ หลายคนอาจจะหน้าเบ้ ต้องเลียแข้งเลียขาด้วยหรือถึงจะทำงานได้
ผมไม่ได้หมายถึงอะไรแบบนั้น

ผมคิดว่าโอกาสไม่ได้มาในรูปแบบเดียวเสมอไป การทำความรู้จักคนเยอะๆ
และหาเพื่อนดีๆไว้ข้างกาย
นอกจากจะแบ่งเบาภาระทางจิตวิญญานแล้ว
โอกาสก็อาจจะมาในรูปแบบที่ทำให้คุณประหลาดใจ

ไม่ได้บอกให้คุณคบคนแต่เพียงเพื่อผลประโยชน์ แต่ในเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม
Be nice ต่อผู้คนที่พบเจอ โดยไม่จำเป็นต้อง Ego-centric ตลอดเวลา
ก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก

5. เงินสำคัญ แต่ไม่ทั้งหมด

ผมคิดว่าคนรุ่นเดียวกันจำนวนไม่น้อยโตมาพร้อมกับประโยคฉาบฉวยประเภท
กินไม่ได้แต่เท่ ความสุขตีราคาไม่ได้ ความฝันสำคัญกว่าเงินทอง

อย่าไปโดนเขาหลอกเชียว เงินทองหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจนั้นสำคัญแน่ๆ

สำหรับหลายๆคนที่ครอบครัวมีกิจการมั่นคง ผมดีใจด้วย
แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่ต้องวางแผนการเงินล่วงหน้าเลย
เงินนั้นรักคนที่รักมัน

สำหรับอีกหลายคนที่ต้องยังชีพด้วยตัวเองล้วนๆแล้ว ผมก็ดีใจด้วยเหมือนกัน
คุณกำลังถูกทดสอบด้านวินัยและความขยัน
เมื่อมันผ่านไปแล้ว คุณคงภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้แน่นอน

6. ทุกสิ่งในชีวิตใช้ได้หมด

ผมว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นเฉพาะเด็กสายศิลป์ ไอ้นั่นก็ชอบ ไอ้นี่ก็พอทำได้
สรุปก็แตะไปอย่างละหน่อย
แล้วก็มานั่งสับสนว่าจริงๆแล้ว ชอบหรือทำอะไรได้แน่

บางคน แม้แต่คณะที่เลือกเรียน ก็เลือกส่งๆไปอย่างนั้น และเรียนแบบซังกระตาย
ไม่ได้ตรึงใจอะไรกับสิ่งที่เรียน ผมคงไม่กล้าไปบอกให้ใครตั้งใจเรียน
แต่อย่างน้อยลองมองหาแง่ดี แล้วตั้งใจเก็บเกี่ยวสักสองสามวิชา
อะไรที่คุณได้เรียนรู้ในวัยเท่านี้จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต
และผมกล้าพนันว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าอะไรทั้งหมดที่คุณเคยลองทำ กิจกรรมสันทนาการจิปาถะ
หรือแม้แต่งาน(ที่คุณคิดว่า)งี่เง่า ทั้งหลายแหล่ ก็มีประโยชน์ทั้งนั้น
ลองเก็บแรงบันดาลใจรอบๆตัวเอาไว้ คุณคงจะตกใจว่าเมื่อถึงเวลาใช้จริงๆแล้ว

คุณจะมีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือคณา

7. หาของใส่หัวเยอะๆ

ผมชื่นชมคนที่รอบรู้เรื่องทั่วไป คนพวกนี้มักจะเป็นคนคุยสนุก
และมักจะนำไปสู่สัมพันธภาพที่ดี
ลองหาหนังสืออ่านอาทิตย์ละเล่ม หาเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ
ดูหนังแปลกๆนานๆครั้ง หาเวลาอ่านบทความบ้าง
หรือไม่ก็ลองสุ่มซื้อแมกกาซีนสักสองสามเล่ม
ฟังเพลงวงใหม่ๆ หรือแม้แต่เลือกเดินทางกลับบ้านในเส้นทางที่แตกต่างออกไป
คงทำให้คุณได้อะไรที่แปลกออกไปและหลีกหนีความจำเจไปได้
มันทำให้หัวสมองของคุณได้เดินทางและจินตนาการได้แล่นออกไป

การเดินทางทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์
แม้จะเป็นเพียงในความคิดก็ตาม

You have to do it, now.

It been disturbed me and my friend quite a while, you could imagine. A bunch of young adult who cannot figure life out, I take a guess that it is a universal. I knew that everybody I’m talking about are capable of something big, grand and mental satisfactory.

Things is, we don’t know where to take the leap
It is very frustrating to born in the age of rushing. Faster, better, stronger.
But it like a ship with no ensured compass, how can we be sure that the direction we took doesn’t filled with submerged rocks or, in particular case, a mermaid.

You always know this kind of guy, upper and class.
promising graduate from a prolific school
Still, whining about all the things he couldn’t handle

So, I sat knee-to-knee, and tell him the most ordinary things a middle-to-low class family
salary man could do to his mate

“You have to do it, now.”